รถตุ๊กๆ ในหัวใจ ความสุขแบบเติมได้
posted on 04 Jul 2008 16:33 by jaao-mcm3
เหม่อมองฟ้าที่สดใส อยากจะไปเที่ยวบนฟ้า
ด้วยชิงช้าสวรรค์ที่แสนสนุก
จิตใจเต้นด้วยความหวัง จะได้พบเส้นขอบฟ้า
ดินแดนที่ไม่เคยได้พบเจอ
พร้อมจะออกเดินทาง ลอยไปให้สูงสุดฟ้า
ไปมองทิวทัศน์ที่มันไกลตา
เพลงชิงช้าสวรรค์ ชื่อเพลงอาจจะไม่คุ้นตา แต่ถ้าเอ่ย “ เพลย์กราวด์ ” ซึ่งเป็นผู้แต่งและร้องเพลงนี้ อาจจะคุ้นหูกับวัยรุ่นในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้
วันนี้ชายหนุ่ม 4 คนจากสมาชิกวง “ เพลย์กราวด์ ” ไม่ได้จับไมค์ร้องเพลงให้ฟังแต่อย่างใดใ แต่วันนี้พวกเขาได้ทำหน้าที่บทบาทหนึ่ง คือการเป็นอาสาสมัครให้กับองค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย
“ ผมอยากทำอะไรให้กับสังคมบ้าง ” ตุลย์ เหมือนสร้อย หนึ่งในสมาชิกวงเพลย์กราวด์เอ่ยถึงจุดเริ่มต้นของการเป็นอาสาสมัคร
“ ผมเคยร่วมงานกับองค์การแอ็คชั่นเอดครั้งหนึ่งในฐานะของศิลปิน แต่ไม่รู้ว่า องค์กรแอ๊คชั่นเอด คืออะไร ทำงานอะไร ผมรู้แค่เพียงว่า องค์กรนี้ทำงานเพื่อสังคม และผมว่ามันเป็นงานที่ดี และผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ” ชายหนุ่มร่างเล็ก พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะที่เขากำลังเล่นกีตาร์ตัวโปรด
คงไม่ใช่เพียงแค่ตุลย์ที่รู้สึกอย่างเดียวกัน เก้ง ปรัชญา คำเมือง อีกหนึ่งในสมาชิกของวงได้พูดถึงการเป็นอาสาสมัครว่า
“ ก่อนหน้าที่พวกเราจะเล่นดนตรีกัน เราก็เคยทำกิจกรรมอาสาสมัครมาก่อนครับ เราเคยออกค่ายกับทางคณะ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็ทำมาเรื่อยจนกระทั่งจบ จนพวกเราก็ทำงานกันหมด ทำให้เราอยากลองกับไปทำอะไรแบบนี้บ้าง ”
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมในปี 2550 ศิลปินกลุ่มอินดี้ที่ชื่อว่า เพลย์กราวด์ได้มีโอกาสร่วมงานกับองค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ในการรณรงค์โครงการยุติความหิวโหย หรือ HungerFree ที่มีวัตถุประสงค์ให้คนในสังคมได้เห็นและตระหนักถึงปัญหาของความยากจนที่เป็นสาเหตุของความอดอยากกับคนด้อยโอกาสที่อยู่ในทั่วโลก
ครั้งนี้พวกเค้าทั้งสี่หนุ่มก็พร้อมที่จะออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีปลายทางเป็นโรงเรียนบ้านกอมูเดอ และโรงเรียนห้วยกองมูล เพื่อแลกเปลี่ยน และศึกษา พร้อมทั้งรับรู้เรื่องราวในเรื่องของปัญหาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษา ผ่านเลนส์ความรู้ ความเข้าใจ กับองค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทยในโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนชนบทขนาดเล็ก ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ภารกิจแรกกับงานอาสา
จุดเริ่มต้นอยู่ที่โรงเรียนบ้านกอมูเดอซึ่งเป็นโรงเรียนเล็กๆ มีคุณครูทั้งหมด 6 คน ดูแลนักเรียนทั้งหมด 149 คน ตั้งแต่ชั้น
อนุบาล 1- ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่นี่เป็นชนเผ่ากระเหรี่ยง พูดภาษาท้องถิ่นเป็นหลัก ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือความยากจนของชุมชนที่นี่ ซึ่งผลกระทบคือโรงเรียนต้องนำเงินมาจัดสรรในเรื่องของอุปกรณ์การเรียนการสอนมากขึ้น การจัดสรรชุดนักเรียน และอาหารกลางวันที่มีคุณภาพให้กับเด็กนักเรียนที่นี่ ซึ่งทำให้เด็กส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องของการขาดโภชนาการที่เหมาะสมให้กับเด็ก
“ ผมเห็นเด็กที่นี่ ท้องจะค่อนข้างโต ตัวเล็ก ตาสีออกเหลือง ผมสงสัยก็เลยไปถามคุณครู จึงได้ทราบว่า เด็กที่นี่ส่วนใหญ่เป็นโรคขาดสารอาหารกัน เห็นตอนกลางวัน มีแต่ปลากระป๋องกับเส้นหมี่ หรือไม่ก็ต้มจืด สุขภาพของเด็กจึงไม่ค่อยดี น่าจะมีพยาธิกันเยอะ ทางโรงเรียนก็ช่วยอยู่ แต่ก็ยังไม่ดีพอ เพราะงบประมาณยังไม่พอต่อการดูแลเด็ก ๆ ที่นี่ การเดินทางก็ลำบาก ต้องซื้อเยอะ ๆ หรือซื้อเชื่อถึงจะถูก อีกอย่างหนึ่งที่น่าคิดคือ ในเมื่อเด็กที่นี่ได้รับอาหารที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย หรืออาหารที่ดีพอ แล้วพวกเค้าจะสามารถมีแรงไปเรียน ไปช่วยพ่อแม่ทำงานเหรอเนี่ย ”
ติ๊ก กฤษติกร พรสาธิต นักร้องนำของวงเอ่ยคำถามนี้ หลังจากเวลาล่วงเลยเข้าสู่พลบค่ำ เรานั่งล้อมวงกันถามถึงเรื่องการเดินทางและกิจกรรมที่ได้เกิดในวันแรก
คำถามของติ๊ก ได้รับคำตอบแต่เพียงความว่างเปล่า ก่อนจะมีเสียงคำถามจากคนอื่นๆ เก้ง ก็เอ่ยขึ้นต่อว่า
“ ผมไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสมาสถานที่แบบนี้นะครับ มันไกลมาก กันดารมาก เด็กที่ผมเห็นที่นี่ ใกล้เคียงกับเด็กเร่ร่อนที่ผมเห็นในกรุงเทพฯ จะต่างกันก็เพียงสถานะว่า นี่คือชุมชนของเขา เขามีทรัพยากรอยู่ แต่มันไม่มีเพียงพอ ที่จะทำให้พวกเขาได้ดำรงชีพกันอย่างสบาย ”
ค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยของทุกคน ได้แต่หวังว่าจะสามารถหาคำตอบกับสี่ห้าวันที่อยู่ที่นี่
มีเรื่องราววุ่นวายมากมายผ่านตา
เข้ามากระทบที่กลางใจ
แต่ความวุ่นวายมากมายก็ลอยผ่านไป
เมื่อเวลานั้นล่วงเลยผ่านไป
ชีวิตเป็นอย่างนั้น มีหมุนเวียน
ขึ้นลง ทุกคน วกวน และเวียนไป
และใครหลายคนก็ยังหมุนวนต่อไป
ไข่เจียวแบ่งปัน
รุ่งเช้ากิจกรรมได้เริ่มต้นเป็นวันที่สอง อาสาสมัครกลุ่มเพลย์กราวด์ได้เริ่มต้นกิจกรรมพัฒนาโรงเรียน โดยการทาสีให้กับโรงเรียน ห้องเรียนใหม่ เด็กๆ หลายคนมีโอากาสเริ่มต้นความสัมพันธ์กับผู้มาเยือน ก่อนจะคุ้นเคยกันในเวลาต่อมา
วันนี้กิจกรรมพิเศษจากสี่หนุ่มเพลย์กราวด์ที่ให้กับเด็กโรงเรียนบ้านกอมูเดอ คือการทำอาหารกลางวันให้เด็กๆ ที่นี่ได้ทานกัน โดยการทำไข่เจียว
อาหารง่าย ๆ หาได้ง่าย แต่ยากสำหรับคนที่นี่ เด็กๆส่วนใหญ่การได้ทานไข่เจียว ถือว่าเป็นอาหารจานหรูสำหรับพวกเขา เนื่องจากเส้นทางเดินจากร้านค้า ไปโรงเรียนยังคงเต็มไปด้วยความขรุะขระ เกิดการกระแทกการซื้อไข่จึงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไข่จะแตกทุกครั้ง และนั่นคือสาเหตุที่เด็กที่นี่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ทาน่ไข่กัน
“ เราเคยเลี้ยงไก่ แต่ว่า ไก่ที่เลี้ยงก็ไม่ค่อยให้ไข่เท่าไหร่ อาหารที่คนจะกินอยู่ก็หายากอยู่แล้ว ถ้าเราจะเลี้ยงไก่ฝูงหนึ่งให้พอกับจำนวนเด็ก 149 คน ก็ต้องมีการลงทุนสูง เวลาทีต้องจัดสรรอีก กว่าจะได้ไข่ก็คงนานเกินพอที่เด็ก ๆ จะได้ทานกัน ”
อาจารย์ใหญ่ได้ให้คำตอบ กับตุ้ย วัชระ ชัยพันธุ์ มือกีต้าร์อีกคนของวง เขาได้ถามระหว่างการเดินทางว่า ทำไมถึงไม่เลี้ยงไก่ เพราะการทานไข่สำหรับเขาถึงว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก
“ ผมบอกไม่ถูกเลยนะ ตอนกลางวันที่พวกเราทำอาหารกลางวันให้เด็กๆ ทานกัน ตอนตักกับข้าวให้ เพิ่งทราบว่าเด็กจะกลับบ้านไปเอาจานข้าวพร้อมข้าวมาที่โรงเรียน โดยที่โรงเรียนก็จะมีแต่กับข้าวให้ แต่ผมเห็นเด็กๆ หลายคนไม่มีข้าวมา บางคนมีข้าวอยู่ในจานแค่นิดเดียว หรือเห็นเด็กบางคนใช้ขันห้องน้ำแทนจานข้าว คำถามผมเยอะครับ แต่มันพูดตามความรู้สึกไม่ได้ เท่านั้นเอง ” ตุ้ยบอกกับเรา เขามักจะไม่ค่อยสุงสิงใครมากนัก แต่จากการสังเกต ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถามครูเพื่อเสาะหาคำตอบ...
...ครูใหญ่เคยบอกผมว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูใหญ่แก ทานข้าวกับปลาทู เห็นเด็กๆ แอบมองครูกินข้าวกัน เลยลองหัวปลาทูใส่ไว้อ่างล้างจาน ปรากฎว่า เด็ก ๆ เอาหัวปลาทูไปกินต่อ แต่ไอ้เรื่องที่ผมถาม แกก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนหรอก แต่ผมก็เดาเอาว่า ก็จากความยากจนนี่แหละ คือคำตอบ ส่วนครูที่นี่ มีอยู่ท่านหนึ่งคุยกับผม ว่าตอนแรกจะไปเรียนหนังสือต่อ แล้วตั้งใจจะกลับมาสอนหนังสือที่นี่เหมือนเดิม แต่ชุมชน ก็คิดว่า ครูคงไม่กลับมา ใครบ้างอยากจะอยู่ในที่กันดารแบบนี้ แต่สุดท้ายก็กลับมาจริงๆ ผมว่าหายากนะ ครูแบบนี้ ”
คำถามของตุ้ยได้ถูกถามขึ้นอีกครั้งในค่ำคืนของวันที่สองที่โรงเรียนห้วยกองมูล เก้งได้เสริมขึ้นมาต่อจากคำถามตุ้ยว่า
“ มันมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง เคยเป็นมั้ยครับ เวลาที่เราทานข้าว เราจะเอาสิ่งที่ชอบที่สุดไว้ทานทีหลัง เด็กเหล่านี้ก็เป็นเหมือนกัน เด็กบางคนค่อยๆ ฉีกไข่เจียวให้เล็กที่สุด เพื่อให้ทานกับข้าวได้นานที่สุด แต่บางคนผมเห็นว่า เค้าแอบเก็บไข่เจียวไป ผมได้ยินครูใหญ่บอกว่า ทานให้หมด ไม่ต้องเก็บไว้ให้ที่บ้านก็ได้ พอทานเสร็จ เค้าเอาไข่เจียวที่แอบไว้กลับไปด้วย ผมไม่ได้ตามเด็กไปถึงบ้าน ไปดูว่าเค้าเอาไข่เจียวไปทำอะไรต่อ แต่ผมก็พอจะเดาต่อได้ และถ้าการเดาของผมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ประเด็นเรื่องความยากจน เรื่องการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องของเด็ก ๆ เหล่านี้ ผมต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เลยนะครับ ”
ประเด็นของเก้งและตุ้ย ทางฝ่ายทีมงานเองก็ไม่ได้บอกกับพวกเขาด้วยว่า สิ่งที่คิดนั้นเป็นเรื่องจริง เราปล่อยให้คำถามยังคงอยู่กันต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออีกหนึ่งวัน
โรงเรียนแห่งความรัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสี่คนยังคงปฏิบัติภารกิจกันต่อที่โรงเรียนบ้านห้วยกองมูล โดยการร่วมก่อสร้างโรงเรียนพร้อมกับคุณครู และชุมชน เนื่องจากเนื้อที่ของโรงเรียนไม่เพียงพอต่อการขยายห้องเรียน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่ใหม่ เพื่อทำให้สามารถแยกห้องเรียนได้อย่างเป็นสัดส่วนและเหมาะสมต่อวัยของเด็กๆ
เด็ก ๆ ที่นี่มีไม่ถึง 30 คน เริ่มตั้งแต่ อนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งไม่มีในระดับชั้นปีที่ 5 โดยมีคุณครูที่มีดูแลเด็ก ๆเพียง 2 ท่านเท่านั้น ปัญหาของโรงเรียนห้วยกองมูลดูจะน้อยกว่าโรงเรียนกอมูเดอ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การขาดอุปกรณ์สื่อการสอนต่าง ๆ ชุดนักเรียน และหนังสือที่เหมาะสมกับเด็ก
ช่วงบ่ายมีการพักผ่อนเล็กน้อย ชาวบ้านหลายคนเริ่มนั่งเล่น พูดคุยกันกับคุณครู เด็ก ๆ เริ่มวิ่งเล่น สนุกสนานกับกองทรายที่อยู่เบื้องหน้า สี่หนุ่มจึงปลีกตัวมาเล่นกับเด็กๆ ที่นี่แทน
รถตุ๊กตุ๊ก บรรทุกถ่าน
ขึ้นสะพาน ลงสะพาน
เลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้าย
เลี่ยวขวา เลี้ยวขวา
ชักกระตุก กระตุ๊ก กระตุก ..........
เสียงรถตุ๊กตุ๊ก จากเด็ก ๆ ร้องตามพร้อมท่าประกอบจากหนุ่ม ๆ ก็ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน เรามองดูความสนุกสนานข้างหน้านี้แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีความแตกต่างของทางสังคม ก็ไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างคนกรุงและคนในชนบทได้เลย
หมุนเวียนและผลัดเปลี่ยนเรื่องราว
ค่ำคืนสุดท้ายเราได้ดูการแสดงจากเด็กๆ และชุมชนที่นั่น พิธีบายศรีสู่ขวัญจากพ่อเฒ่าให้กับผู้มาเยี่ยมเยือน เพื่อเรียกดวงวิญญาณที่คุ้มครองแต่ละคนกลับเข้ามาปกป้องคุ้มครอง เรากลับมานั่งวงล้อมพูดคุยกันอีกครั้ง กับสิ่งที่ได้ในสี่วันที่ผ่าน ในความมืดมิดจากแสงไฟ เราใช้แสงดาวเป็นความสว่างให้กับเรา ความหนาวเย็นในช่วงเวลากลางคืนเริ่มแผ่เข้ามาเยือน แต่พวกเราทั้งหมดก็ขยับตัววงล้อมให้เล็กลง เผื่อให้ความอุ่นได้กระจายถึงกัน ค่ำคืนวันนั้นดูเหมือนว่า สี่หนุ่มอาสาสมัครจะเป็นผู้เปิดวงคุยกันเสียมากกว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่
“ ผมทำงานดนตรีมา 5 ปี ตั้งแต่เรียนจบ ทำงานของตัวเองก็มองแต่ตัวเองมากขึ้น เวลาสะสม 5 ปีของผมก็เริ่มมีแต่ของตัวเอง ในขณะที่การมองคนอื่น ก็จะน้อยลงทุกปีๆ จนมาที่นี่ ผมว่า กำแพงของผมที่มีแต่เรื่องของตัวเองมันได้ถูกทลายลง หัวใจได้รับการขัดเกลา มันเหมือนกับการดีท๊อกซ์ เราควรจะต้องถ่ายเทของเสียทุกปี เพื่อให้หัวใจของเรายังคงดีอยู่ ”
สิ่งที่พูดของติ๊ก อาจจะไม่ใช้เนื้อร้อง แต่เป็นคำที่ฟังแล้วเสนาะหู ติ๊กเงียบไปพัก เหมือนกับครุ่นคิดสิ่งที่เขาสงสัยตั้งแต่วันแรกที่ทำกิจกรรม “ ผมยังมีความสงสัยในบางเรื่องอยู่ แต่ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผมรู้สึกว่า การมาครั้งนี้ จากเดิมที่ผมเคยคิดว่าผมจะเป็นแต่ผู้ให้ ผมกลับรู้สึกว่า ผมได้เป็นผู้รับเสียมากกว่า และสิ่งที่ได้รับสามารถนำไปใช้ชีวิตกับผมต่อได้ ตอนแรกผมรู้สึกว่า ความยากจนเปรียบเสมือเปลือกที่ห่อหุ้มไว้ ที่ทำให้เราไม่อยากมา แต่เมื่อเราทลายเปลือกนั้นไปแล้ว ผมรู้สึกว่าได้รับทุกอย่าง การเรียนรู้ การใช้ชีวิตอย่างงดงามนะครับ ”
สำหรับตุ้ยเขาบอกแค่เพียงสั้นๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งวันใดที่รู้สึกแย่กับบางอย่าง การหันไปมองคนข้างนอก มองดูคนที่ต้องลำบากกว่าตัวเอง คนบางคนที่อาจต้องใช้เวลาทำงานมากกว่าสิบชั่วโมง หรือยี่สิบสี่ชั่วโมงในหนึ่งวัน ถ้าเรามองได้อย่างนั้น เราจะรู้สึกว่าชีวิตเราดีขึ้นเยอะ ซึ่งเก้งเสริมว่า
“ สี่ห้าวันที่ผ่านมา บางคนในชุมชน ผมไม่สามารถสื่อสารได้ เพราะเขาไม่พูดภาษาไทยกัน แต่เราสื่อสารกันด้วยรอยยิ้ม ผมได้รับรอยยิ้มของเด็ก ๆ รอบยิ้มของคนบนพื้นที่สูง ผมรู้สึกว่าผมสื่อสารกับพวกเขาได้ สิ่งที่ผมทำในกิจกรรมนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมมีคุณค่ามากขึ้น ผมมีคุณค่ากับคนรอบข้าง แค่เขาเดินเข้ามาพูดคุย เข้ามายิ้ม ผมว่า แค่นี้ก็ทำให้ผมเห็นถึงความบริสุทธิ์ของคนที่นี่แล้ว ”
รอยยิ้มของเก้งในวันนี้อาจจะไม่ต่างจากรอยยิ้มของตุลย์ที่เขาได้รับจากทีนี่เช่นกัน “ ผมรู้สึกคล้ายกับเพื่อนๆ ที่พูดมาทั้งหมด โดยเฉพาะเก้ง ผมว่าผมยิ้มน้อยลงเมื่ออยู่ในกรุงเทพ ความเป็นสังคมเมืองอาจทำให้ผมยิ้มน้อยลง ผู้คนกลายเป็นคนแปลกหน้ากันมากขึ้น มองแต่ตัวเองมากขึ้น ทุกวันนี้มันหายากมากในสังคมเมืองที่ให้คนเราหันมามองกัน ยิ้มให้กัน เห็นใจกัน กลับไปคราวนี้ ผมรู้สึกหัวใจโตขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่รู้สึกคือ เวลาเราทำดีกับใคร โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทน ผลลัพท์ที่ได้รับ คือเราก็ได้สิ่งนั้นกลับมา อย่างน้อยที่สุด คือรอยยิ้ม ความบริสุทธิของเด็ก ความจริงใจของคนในชนบท ถึงแม้ว่ารอยยิ้มที่นี่ อาจจะมีรอยเศร้าหมองอยู่บ้าง แต่ผมว่า ถ้าเราช่วยเหลือกัน ยิ้มของพวกเขาต้องเยอะขึ้นกว่านี้แน่ๆ ”
ระหว่างที่พูดไป รอยยิ้มของตุลย์ก็ยังคงมีอยู่มีให้เห็นในแสงเดือนที่สาดสองของยามค่ำคืนนี้สุดท้าย
มีเรื่องราววุ่นวายมากมายผ่านตา
เข้ามากระทบที่กลางใจ
แต่ความวุ่นวายมากมายก็ลอยผ่านไป
และสิ่งเหล่านั้นคือความเป็นไป
ยังล่อยลอยต่อไป ยังสวยงามต่อไป ยังวุ่นวายต่อไป
ต่อไป ต่อไป ต่อไป ต่อไป ต่อไป ต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันสุดท้าย เด็ก ๆ มานั่งรอพวกเราอีกเช่นเคย พร้อมกับเสียงรถตุ๊กๆ เล็กๆ ของเด็กๆ ที่ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน
“ ดูถ้าจะชอบกันมากนะเนี่ย รถตุ๊กๆ ของเด็กๆ เนี่ย ” เก้งบอกเด็กๆ หลังจากร้องเพลงรถตุ๊กๆ ไปมากกว่าสี่รอบ “ หนูอยากเล่นอีก พี่จะกลับแล้วใช่ไหม เมื่อไหร่พี่จะมา ”
มือเบลหนุ่มมิได้พูดอะไร หากแต่เลือกที่จะตั้งคำถามกลับไป เป็นการตอบแทน “ คราวหน้าพี่มาอีกครั้ง จะยังจำเพลงรถตุ๊ก ๆ กันได้ไหม ”
เสียงขานตอบรับของเด็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกัน สี่หนุ่มแบกเป้เตรียมเดินทางที่จะร่ำลากับเด็กๆ และชาวบ้านที่นี่ ก่อนที่จะกลับไปทำภารกิจและบทบาททางสังคมที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบกันต่อ
รถตุ๊ก ๆ บรรทุกถ่าน
ขึ้นสะพาน ลงสะพาน
เลี้ยวซ้ายๆ เลี้ยวขวาๆ
ชักกระตุก กระตุ๊ก กระตุ๊ก กระตุก
แม้รถตุ๊กตุก คันนี้อาจจะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ที่ตั้งใจเอาไว้ เนื่องจากเส้นทางยังคงคดเขี้ยวอยู่บ้าง ขรุขระบ้าง แต่มันก็ยังคงวิ่งตามเส้นทางความฝันของเด็กๆ และชุมชนจากห้วยกองมูลและกองมูเดอ โดยมี 4 หนุ่ม อาสาเป็นคนขับมือใหม่ให้กับน้อง ๆ ที่สำคัญ รถตุ๊ก ๆ คันนี้ไม่ต้องเติมน้ำมัน เพราะว่ามีน้ำใจคอยเพิ่มให้อยู่เป็นระยะๆ
เรื่อง: jaaomcm3, ActionAid Thailand
ภาพ: ชัยวัฒน์ ลีลาขจรกิจ และพี่โจ้ แห่งมูลนิธิกระจกเงา
edit @ 5 Jul 2008 15:11:08 by jaaomcm3
Thanks
#1 By Peace Space (58.137.36.114) on 2008-07-10 10:43